วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รายนามนายกรัฐมนตรีไทย

      นายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร
      รักษาการนายกรัฐมนตรี, รักษาราชการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี หรือปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
      รัฐประหาร
ธงชาติของไทย   นายกรัฐมนตรีไทย   ธงชาติของไทย
(พ.ศ. 2475 - ปัจจุบัน)
ลำดับ
(สมัย)
รูปรายนามครม.
คณะที่
เริ่มวาระ
(เริ่มต้นโดย)
สิ้นสุดวาระ
(สิ้นสุดโดย)
ที่มา
1
(1-3)
Phraya Manopakorn Nititada.jpgประธานคณะกรรมการราษฎร
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
(ก้อน หุตะสิงห์)
128 มิถุนายน พ.ศ. 2475
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
9 ธันวาคม พ.ศ. 2475
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 : เลือกตั้งทั่วไป)
(อดีตกรรมการองคมนตรีในรัชกาลที่ 7)
210 ธันวาคม พ.ศ. 2475
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
1 เมษายน พ.ศ. 2476
(รัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา)
31 เมษายน พ.ศ. 2476
(พระราชกฤษฎีกา)
21 มิถุนายน พ.ศ. 2476
(รัฐประหาร)
2
(1-5)
Phraya Phahol.jpgพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
(พจน์ พหลโยธิน)
421 มิถุนายน พ.ศ. 2476
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
16 ธันวาคม พ.ศ. 2476
(ลาออก)
คณะราษฎร
(ผู้บัญชาการทหารบก)
516 ธันวาคม พ.ศ. 2476
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
22 กันยายน พ.ศ. 2477
(ลาออก เนื่องจากสภาไม่อนุมัติสนธิสัญญาจำกัดยางของรัฐบาล)
622 กันยายน พ.ศ. 2477
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
9 สิงหาคม พ.ศ. 2480
(ลาออก เนื่องจากกรณีกระทู้เรื่องขายที่ดินพระคลังข้างที่)
79 สิงหาคม พ.ศ. 2480
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
21 ธันวาคม พ.ศ. 2480
(สภาครบวาระ)
821 ธันวาคม พ.ศ. 2480
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
16 ธันวาคม พ.ศ. 2481
(ยุบสภา[1]
3
(1,2)
PPS 2.JPGจอมพล ป. พิบูลสงคราม
(แปลก พิบูลสงคราม)
916 ธันวาคม พ.ศ. 2481
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
7 มีนาคม พ.ศ. 2485
(ลาออก เนื่องจากต้องเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีให้เหมาะสม)
คณะราษฎร
(ผู้บัญชาการทหารบก)
107 มีนาคม พ.ศ. 2485
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
1 สิงหาคม พ.ศ. 2487
(ลาออก เนื่องจากส.ส.ไม่อนุมัติร่างพ.ร.บ.และพ.ร.ก.)
4
(1)
ควง อภัยวงศ์.jpgพันตรี ควง อภัยวงศ์
(หลวงโกวิทอภัยวงศ์)
111 สิงหาคม พ.ศ. 2487
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
31 สิงหาคม พ.ศ. 2488
(ลาออก เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง)
คณะราษฎร
5Tawee.jpgทวี บุณยเกตุ1231 สิงหาคม พ.ศ. 2488
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
17 กันยายน พ.ศ. 2488
(ลาออก เนื่องจากจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เหมาะสมเข้ามาแทน)
-
6
(1)
Mt28.jpgหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช1317 กันยายน พ.ศ. 2488
(เสนอชื่อโดยผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน)
31 มกราคม พ.ศ. 2489
(ยุบสภา)
Free Thai insignia.svg
ขบวนการเสรีไทย
4
(2)
ควง อภัยวงศ์.jpgพันตรี ควง อภัยวงศ์
(หลวงโกวิทอภัยวงศ์)
1431 มกราคม พ.ศ. 2489
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
24 มีนาคม พ.ศ. 2489
(ลาออก เนื่องจากแพ้มติสภาที่เสนอพ.ร.บ.ที่รัฐบาลรับไม่ได้)
-
7
(1-3)
Statesman.jpgปรีดี พนมยงค์
(หลวงประดิษฐ์มนูธรรม)
1524 มีนาคม พ.ศ. 2489
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
8 พฤษภาคม พ.ศ. 2489
(ลาออกเพราะประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489และให้เลือกตั้งทั่วไป)
Free Thai insignia.svg
ขบวนการเสรีไทย
-7 มิถุนายน พ.ศ. 2489
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
11 มิถุนายน พ.ศ. 2489
(ลาออก เนื่องจากการสวรรคตของรัชกาลที่ 8)
1611 มิถุนายน พ.ศ. 2489
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
23 สิงหาคม พ.ศ. 2489
(ลาออก เนื่องจากถูกใส่ร้ายป้ายสีกรณีสรรณคตของรัชกาลที่ 8)
8
(1,2)
Ztarwann.jpgพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
(หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)
1723 สิงหาคม พ.ศ. 2489
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
30 พฤษภาคม พ.ศ. 2490
(ลาออก เนื่องจากมีกระแสกดดันที่รุนแรง)
พรรคแนวรัฐธรรมนูญ
1830 พฤษภาคม พ.ศ. 2490
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
(รัฐประหาร)
คณะทหารแห่งชาติ8 พฤศจิกายน พ.ศ. 249010 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
4
(3,4)
ควง อภัยวงศ์.jpgพันตรี ควง อภัยวงศ์
(หลวงโกวิทอภัยวงศ์)
1910 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
(มติคณะทหารแห่งชาติ)
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491
(ลาออก เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการเพื่อจัดเลือกตั้งทั่วไป)
Democrat Party logo.png
พรรคประชาธิปัตย์
2021 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
8 เมษายน พ.ศ. 2491
(ลาออก เนื่องจากคณะรัฐประหารบังคับให้ลาออกภายใน 24 ชั่วโมง)
3
(3-8)
PPS 2.JPGจอมพล ป. พิบูลสงคราม
(แปลก พิบูลสงคราม)
218 เมษายน พ.ศ. 2491
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
25 มิถุนายน พ.ศ. 2492
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 : เลือกตั้งทั่วไป)
-
2225 มิถุนายน พ.ศ. 2492
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494
(นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง)
2329 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494
(มติคณะรัฐประหาร)
6 ธันวาคม พ.ศ. 2494
(มีการแต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้นใหม่)
246 ธันวาคม พ.ศ. 2494
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
23 มีนาคม พ.ศ. 2495
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2495 : เลือกตั้งทั่วไป)
2524 มีนาคม พ.ศ. 2495
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
21 มีนาคม พ.ศ. 2500
(สภาครบวาระ)
2621 มีนาคม พ.ศ. 2500
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
16 กันยายน พ.ศ. 2500
(รัฐประหาร)
พรรคเสรีมนังคศิลา
คณะปฏิวัติ16 กันยายน พ.ศ. 250021 กันยายน พ.ศ. 2500
9พจน์ สารสิน.jpgพจน์ สารสิน2721 กันยายน พ.ศ. 2500
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
25 ธันวาคม พ.ศ. 2500
(ลาออก)
-
10
(1)
Tanom.jpgจอมพล ถนอม กิตติขจร281 มกราคม พ.ศ. 2501
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
20 ตุลาคม พ.ศ. 2501
(ลาออกและรัฐประหาร)
-
คณะปฏิวัติ20 ตุลาคม พ.ศ. 25019 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502
11Field Marsha Salit.JPGจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์299 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
8 ธันวาคม พ.ศ. 2506
(ถึงแก่อสัญกรรม)
(ผู้บัญชาการทหารบก)
10
(2-4)
Tanom.jpgจอมพล ถนอม กิตติขจร309 ธันวาคม พ.ศ. 2506
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
7 มีนาคม พ.ศ. 2512
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 : เลือกตั้งทั่วไป)
(ผู้บัญชาการทหารบกพ.ศ. 2506-พ.ศ. 2507)
317 มีนาคม พ.ศ. 2512
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514
(รัฐประหาร)
-
สภาบริหารแห่งชาติ18 พฤศจิกายน พ.ศ. 251417 ธันวาคม พ.ศ. 2515
จอมพล ถนอม กิตติขจร3218 ธันวาคม พ.ศ. 2515
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
(ลาออก เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา)
-
12Sanya Dharmasakti.jpgสัญญา ธรรมศักดิ์3314 ตุลาคม พ.ศ. 2516
(แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์)
22 พฤษภาคม พ.ศ. 2517
(ลาออก โดยอ้างเหตุร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จ)
-
3427 พฤษภาคม พ.ศ. 2517
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 : เลือกตั้งทั่วไป)
6
(2)
Mt28.jpgหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช3515 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
14 มีนาคม พ.ศ. 2518
(ไม่ได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส.ในการแถลงนโยบาย)
Democrat Party logo.png
พรรคประชาธิปัตย์
13Kukrit pramoj.jpgหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช3614 มีนาคม พ.ศ. 2518
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
20 เมษายน พ.ศ. 2519
(ยุบสภา[2]
2social.gif
พรรคกิจสังคม
6
(3)
Mt28.jpgหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช3720 เมษายน พ.ศ. 2519
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
25 กันยายน พ.ศ. 2519
(ลาออก เนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์จอมพล ถนอมกลับมาอุปสมบท)
Democrat Party logo.png
พรรคประชาธิปัตย์
3825 กันยายน พ.ศ. 2519
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
(รัฐประหาร)
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน6 ตุลาคม พ.ศ. 25198 ตุลาคม พ.ศ. 2519
14Priminister14 of thailand2.jpgธานินทร์ กรัยวิเชียร398 ตุลาคม พ.ศ. 2519
(มติคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน)
20 ตุลาคม พ.ศ. 2520
(รัฐประหาร)
-
คณะปฏิวัติ20 ตุลาคม พ.ศ. 252010 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520
15
(1,2)
Ksak.jpgพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์4011 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520
(มติคณะปฏิวัติ)
12 พฤษภาคม พ.ศ. 2522
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 : เลือกตั้งทั่วไป)
-
4112 พฤษภาคม พ.ศ. 2522
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
3 มีนาคม พ.ศ. 2523
(ลาออก เนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันและผู้ลี้ภัย)
-
16
(1-3)
Gen.prem tinsulanont.JPGพลเอก เปรม ติณสูลานนท์423 มีนาคม พ.ศ. 2523
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
30 เมษายน พ.ศ. 2526
(ยุบสภา[3]
(ผู้บัญชาการทหารบกพ.ศ. 2523-พ.ศ. 2524)
4330 เมษายน พ.ศ. 2526
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
5 สิงหาคม พ.ศ. 2529
(ยุบสภา[4]
-
445 สิงหาคม พ.ศ. 2529
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
4 สิงหาคม พ.ศ. 2531
(ยุบสภา[5]
17
(1,2)
Chatchai.jpgพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ454 สิงหาคม พ.ศ. 2531
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
9 ธันวาคม พ.ศ. 2533
(ลาออก)
1chatthai.gif
พรรคชาติไทย
469 ธันวาคม พ.ศ. 2533
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534
(รัฐประหาร)
คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 25341 มีนาคม พ.ศ. 2534
18
(1)
Anand Panyarachun.jpgอานันท์ ปันยารชุน472 มีนาคม พ.ศ. 2534
(มติคณะ รสช.)
7 เมษายน พ.ศ. 2535
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 : เลือกตั้งทั่วไป)
-
19สุจินดา คราประยูร1.jpgพลเอก สุจินดา คราประยูร487 เมษายน พ.ศ. 2535
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535
(ลาออก เนื่องจากเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ)
-Meechai.gifมีชัย ฤชุพันธุ์24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535
(นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง)
10 มิถุนายน พ.ศ. 2535
(มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่)
(รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน)
18
(2)
Anand Panyarachun.jpgอานันท์ ปันยารชุน4910 มิถุนายน พ.ศ. 2535
(ได้รับการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร)
23 กันยายน พ.ศ. 2535
(ยุบสภา[6]
-
20
(1)
Chuan.jpgชวน หลีกภัย5023 กันยายน พ.ศ. 2535
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538
(ยุบสภา[7]
Democrat Party logo.png
พรรคประชาธิปัตย์
21บรรหาร ศิลปอาชา1.jpgบรรหาร ศิลปอาชา5113 กรกฎาคม พ.ศ. 2538
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
(ยุบสภา[8]
1chatthai.gif
พรรคชาติไทย
22Chavalit.jpgพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ5225 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540
(ลาออก เนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ)
ตราพรรคความหวังใหม่ (เดิม)1.gif
พรรคความหวังใหม่
20
(2)
Chuan.jpgชวน หลีกภัย539 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544
(ยุบสภา[9]
Democrat Party logo.png
พรรคประชาธิปัตย์
23
(1,2)
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร.jpgพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร549 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
11 มีนาคม พ.ศ. 2548
(สภาครบวาระ)
TRTP Logo.png
พรรคไทยรักไทย
5511 มีนาคม พ.ศ. 2548
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
19 กันยายน พ.ศ. 2549
(รัฐประหาร[10]
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ (คปค.)19 กันยายน พ.ศ. 25491 ตุลาคม พ.ศ. 2549
24Gen.Surayuth.jpgพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์561 ตุลาคม พ.ศ. 2549
(มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ)
29 มกราคม พ.ศ. 2551
(ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 : เลือกตั้งทั่วไป)
-
25Samak.jpgสมัคร สุนทรเวช5729 มกราคม พ.ศ. 2551
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
9 กันยายน พ.ศ. 2551
(ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง) [11]
PPP Logo.png
พรรคพลังประชาชน
26Somchai Wongsawat 15112008.jpgสมชาย วงศ์สวัสดิ์9 กันยายน พ.ศ. 2551
(นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง)
18 กันยายน พ.ศ. 2551
(มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่)
PPP Logo.png
พรรคพลังประชาชน
5818 กันยายน พ.ศ. 2551
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
(เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี) [12]
-Chaovarat Chanweerakul (cropped).jpgชวรัตน์ ชาญวีรกูล2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
(นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง)
15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
(มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่)
(รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน)
27Abhisit vejjajiva.jpgอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ5917 ธันวาคม พ.ศ. 2551
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
(ยุบสภา) [13]
Democrat Party logo.png
พรรคประชาธิปัตย์
28Yingluck Shinawatra at US Embassy, Bangkok, July 2011.jpgยิ่งลักษณ์ ชินวัตร605 สิงหาคม พ.ศ. 2554
(มติสภาผู้แทนราษฎร)
ปัจจุบันPheuThai Logo.png
พรรคเพื่อไทย
หมายเหตุ
***ที่มา

       http://th.wikipedia.org/wiki/รายนามนายกรัฐมนตรีไทย

ความรู้เกี่ยวกับประเพณีไหลเรือไฟ

ประเพณีไหลเรือไฟ

         เรือไฟ หรือ เฮือไฟ  หมายถึง เรือที่ทำด้วยท่อนกล้วย ไม้ไผ่ หรือ วัสดุ ที่ลอยน้ำ มีโครงสร้างเป็นรูปต่าง ๆ  ตามต้องการ เมื่อจุดไฟใส่โครงสร้าง เปลวไฟจะลุกเป็นรูปร่างตามโครงสร้างนั้น
     "ไหลเรือไฟ" เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนอีสาน ยึดถือปฏิบัติ สืบทอด กันมาแต่ครั้งโบราณ ประเพณีการไหลเรือไฟ บางทีเรียกว่า "ล่องเรือไฟ"  "ลอยเรือไฟ" หรือ "ปล่อยเรือไฟ"  ซึ่งเป็นลักษณะที่เรือไฟเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ

        งานประเพณีไหลเรือไฟ นิยมปฏิบัติกันในเทศกาลออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ประเพณีไหลเรือไฟ มีความเชื่อเกี่ยวโยง สัมพันธ์กับข้อมูลความเป็นมาหลายประการ เช่น เนื่องจากการบูชารอยพระพุทธบาท  การสักการะพกาพรหม การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณี  การระลึกถึงพระคุณ ของพระแม่คงคา เป็นตน
     เรือไฟประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นทุ่นสำหรับลอยน้ำ จะใช้ไม้ที่ลอยน้ำ มาผูกติดกันเป็นแพ และส่วนที่เป็นรูปร่างสำหรับจุดไฟ เป็นส่วนที่อยู่บนทุ่น ใช้ไม้ไผ่ ลำยาวแข็งแรง ตั้งปลายขึ้นทั้ง 3 ลำ เป็นเสารับน้ำหนักของแผลง และแผลงนี้ ก็ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็กมาผูกยึดไขว้กัน เป็นตารางสี่เหลี่ยม ระยะห่างกันประมาณ คืบเศษ มัดด้วยลวดให้แน่ วางราบบนพื้น เมื่อวางแผนงานออกแบบบนแผงว่า ควรเป็นภาพอะไร การออกแบบในสมัยก่อน ออกแบบเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ศาสนาพุทธ  เช่น  พุทธประวัติ  เป็นต้น

         ปัจจุบัน นิยมออกแบบให้เข้ากับเหตุการณ์ เมื่อได้ภาพก็เริ่มทำลวดลายของภาพ โดยส่วนที่จะก่อให้เกิดลายนั้น เป็นไม้ไผ่อันเล็ก ๆ  และลวดคัดให้เป็นลาย ตามที่ต้องการ แล้วใช้ผ้าจีวรเก่า ๆ  มาฉีกเป็นริ้ว ๆ  ชุบน้ำมันยาง (ปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็นใช้น้ำมันโซล่า (ดีเซล)) เมื่อชุบแล้วก็นำไปตากนาน 6 - 7 วัน หรือ ไม่ตากก็ได้ แล้วนำมาพันกับเส้นลวดจนทั่วและมีริ้วผ้าเส้นเล็ก ๆ  วางแนบ เป็นแนวยาว ทำหน้าที่เป็นสายชนวน เมื่อเวลาจุดไฟ เมื่อเรียบร้อย นำไปปักไว้ กลางแพ โดยผูกติดกับไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ที่เป็นฐาน เมื่อถึงเวลาก็จุดไฟ แล้วปล่อย ไปตามแม่น้ำ

         ในปัจจุบัน วิธีทำเรือไฟ มีการนำเอเทคโนโลยีแนวใหม่ ๆ  เข้ามาช่วย เช่น การใช้เรือจริง ๆ  แทนต้นกล้วยหรือไม้ไผ่ ใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันโซล่า (ดีเชล) แทนน้ำมันยาง หรือการใช้ไฟฟ้าประดับเรือแทนการใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันยาง เป็นต้น

         ประเพณีการไหลเรือไฟภาคอีสาน จะเป็นประเพณีที่คาบเกี่ยว ระหว่างเดือน สิบเอ็ด และเดือนสิบสอง ส่วนมากนิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือวันแรม 1 คำ เดือนสิบเอ็ด พอถึงวันงาน ชาวบ้าน พระภิกษุสงฆ์และสามเณร จะช่วยกันทำเรือไฟ เพือ่ไปลอยที่แม่น้ำ ในช่วงเช้าจะมีการประกอบการกุศล โดยการไปทำบุญตักบาตร

         มีการถวายภัตตาหารเพลแล้ว เลี้ยงญาติโยมที่มาในช่วงบ่าย มีการละเล่นต่าง ๆ  เพื่อความสนุกสนาน รวมทั้งมีการรำวงเป็นการฉลองเรือไฟ พอประมาณ 5 - 6 โมง เย็น หรือตอนพลบค่ำ มีการสวดมนต์รับศีลและฟังเทศน์ ถึงเวลาประมาณ 19 - 20 นาฬิกา ชาวบ้าน จะนำของกิน ผ้า เครื่องใช้ ขนม ข้าวต้มมัด  กล้วย อ้อย หมากพลู  บุหรี่ ฯลฯ ใส่ลงในกระจาดบรรจุไว้ในเรือไฟ ครั้งถึงเวลา จะจุดไฟให้เรือสว่าง แล้วปล่อยเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำ
     จังหวัดที่เคยทำพิธีกรรมการไหลเรือไฟอย่างเป็นทางการ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สกลนคร นครพนม หนอง เลย มหาสารคาม และ อุบลราชธานี

***ที่มา
             http://allknowledges.tripod.com/fireboat.html

ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา(พ.ศ. 1893 - 2310)

แผนที่ประเทศไทยสมัยอยุธยา

การสถาปนากรุงศรีอยุธยา
            ในราวปี  พ.ศ.  1893  เมื่อกรุงสุโขทัย เริ่มเสื่อมอำนาจลง หัวเมืองต่าง ๆ  จึงแข็งข้อ  เมืองอู่ทอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของกรุงสุโขทัยเป็นเมืองใหญ่  พระเจ้าอู่ทอง จึงเริ่มสะสมกองกำลัง และเป็นผู้นำคนไทย ที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง  และตอนล่าง  ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นอิสระจากสุโขทัย  โดยตั้งราชธานีบริเวณหนองโสน  หรือบึงพระราม  ซึ่งก็คือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน  เหตุที่ย้ายเมืองมาสร้างราชธานีที่กรุงศรีอยุธยา  ก็เนื่องจากเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ และเป็นที่รวม ของแม่น้ำหลายสาย  จึงเป็นปากประตูสู่เมืองทางด้านเหนือทั้งสุโขทัยและเชียงใหม่  พระเจ้าอู่ทองทรงเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทอง  ทรงพระนาว่า  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1  ครองราชย์ปกครองกรุงศรีอยุธยาอยู่นาน    เป็นเวลาถึง  20  ปี
            กรุงศรีอยุธยามีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาโดยลำดับ  ทั้งนี้เพราะทำเลที่ตั้ง มีความเหมาะสมหลายประการ  คือ
ในด้านยุทธศาสตร์  มีภูมิประเทศเป็นเกาะ  มีแม่น้ำล้อมรอบ  3  สาย  ได้แก่  แม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำป่าสัก  และแม่น้ำลพบุรี
ในด้านเศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม  เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านถึง  3  สาย
พื้นดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะในการทำอาชีพเกษตรกรรม ตั้งอยู่ใกล้ทะเล และส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้า ในการค้า กับต่างประเทศ

กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีอยู่เป็นระเวลาถึง  417  ปี  มีกษัตริย์ปกครองถึง  5  ราชวงศ์  ดังนี้
ราชวงศ์อู่ทอง  (พ.ศ.  1893 - 1913  และ  พ.ศ.  1931 - 1952)
ราชวงศ์สุวรรภูมิ (พ.ศ.  1913 - 1931  และ  พ.ศ.  1952 - 2112)
ราชวงศ์สุโขทัย (พ.ศ. 2112 - 2172)
ราชวงศ์ปราสาททอง (พ.ศ.  2172 - 2231)
ราชวงศ์บ้านพลูหลวง  (พ.ศ.  2231 - 2310)

การปกครอง
            การจัดการปกครองในระยะแรก เป็นการนำเอาลักษณะการปกครองในสมัยสุโขทัย และการปกครองของขอมเข้ามาใช้  ฐานะของพระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยสุโขทัย คือ  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ  ทรงมีอำนาจสูงสุด ในการปกครอง ซึ่งเรียกว่า  การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
การจัดระเบียบการปกครองในสมัยอยุธยา แบ่งได้เป็น  2  สมัย  ดังนี้  คือ
สมัยอยุธยาตอนต้น  (พ.ศ.  1893 - 1991)   มีลักษณะดังนี้
การปกครองส่วนกลาง  หรือการปกครองภายในราชธานี  เรียกว่า  การปกครองแบบจตุสดมภ์  มีขุนนาง  4  ฝ่าย ทำหน้าที่ดังนี้
กรมเวียง     มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในราชธานี
กรมวัง        มีหน้าที่เกี่ยวกับงานพระราชพิธีต่าง ๆ
กรมคลัง       มีหน้าที่เก็บพระราชทรัพย์ และผลประโยชน์ของแผ่นดิน
กรมนา         มีหน้าที่ดูแลการทำเรือกสวน ไร่นา  และเก็บเสบียงไว้ใช้ในยามสงคราม
การปกครองส่วนภูมิภาค  ได้แก่  เมืองที่อยู่นอกราชธานี  โปรดให้เจ้านาย และขุนนางที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง  แบ่งเป็น  3  ประเภท  ดังนี้
เมืองหน้าด่าน   ได้แก่  เมืองที่อยู่รอบราชธานีทั้ง  4  ทิศ
เมืองชั้นใน      ได้แก่  เมืองที่อยู่ไม่ไกลราชธานีมากนัก
เมืองชั้นนอก    ได้แก่  เมืองที่อยู่ห่างไกลจากราชธานีมาก
หัวเมืองประเทศราช  ได้แก่  หัวเมืองที่อ่อนน้อม ยอมเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา  โปรดให้เจ้านายพื้นเมืองปกครองกันเอ
การปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ได้โปรดให้ปฏิรูปการปกครองครั้งสำคัญ ในปี  พ.ศ.  1991  การปฏิรูปการปกครองดังกล่าวได้ใช้ตลอดมาจนสิ้นสุดสมัยอยุธยาผลการปรับปรุงการปกครองในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  มีดังนี้คือ
เปลี่ยนชื่อกรมต่าง ๆ  ของจตุสดมภ์  เป็นดังนี้
กรมเวียง  ใช้ชื่อว่า  นครบาล
กรมวัง     ใช้ชื่อว่า  ธรรมาธิกรณ์
กรมคลัง   ใช้ชื่อว่า  โกษธิบดี
กรมนา     ใช้ชื่อว่า   เกษตราธิการ
โปรดให้แยกงานฝ่ายทหารและพลเรือนออกจากกัน  โดยกำหนดให้สมุหกลาโหมเป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร  และสมุหนายก  เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือนแบ่งหัวเมืองชั้นนอกเป็นเมืองชั้นเอก  โท  ตรี  ตามลำดับ
การปกครองหัวเมืองประเทศราช  โปรดให้เจ้านายของชนชาตินั้น ปกครองกันเอง  โดยต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้ตามลำดับ
             ปัญหาที่สำคัญเกี่ยวกับการปกครองในสมัยอยุธยา  คือการแย่งชิงราชสมบัติและอำนาจของขุนนางฝ่ายต่าง ๆ  เนื่องจากขาดความสามัคคี และไม่มีระบบการสืบราชสมบัติที่แน่นอนขาดประสิทธิภาพ
สังคมในสมัยอยุธยา
      ลักษณะการแบ่งชนชั้นในสังคมไทยมีลักษณะไม่ตายตัว  บุคคลอาจจะเสื่อมตำแหน่งฐานะทางสังคมของตนได้  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ และคุณประโยชน์ที่มีต่อประเทศชาติสังคมไทยในสมัยอยุธยา ประกอบด้วยบุคคล  5  กลุ่ม  ได้แก่  พระมหากษัตริย์ และเจ้านายชั้นสูง   ขุนนาง  ไพร่  ทาส  และผู้ที่ได้รับการยกย่องเลื่อมใสจากคนทุกกลุ่ม คือ  พระสงฆ์
พระมหากษัตริย์  พระราชฐานะและอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในสมัยอยุธยา
ทรงมีฐานะเป็นสมมติเทพ  (ไทยได้รับแนวความคิดนี้ มาจากคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์
ทรงเป็นประมุขของประเทศ  มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง
ทรงมีพระราชอำนาจในฐานะเป็นเจ้าชีวิต  และเจ้าแผ่นดิน
ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
เจ้านาย  หมายถึง  พระราชวงศ์  ของพระมหากษัตริย์  มีสกุลยศลดหลั่น ตามลำดับ  คือ เจ้าฟ้า  พระองค์เจ้า  หม่อมเจ้า  ฯลฯ
ขุนนาง  มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือพระเจ้าแผ่นดิน ในการปกครองประเทศ  โดยพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานศักดินา ให้เป็นเครื่องตอบแทนอำนาจ และฐานะของขุนนาง มีดังนี้
ขุนนางเป็นชนชั้น ที่มีอำนาจมาก ทั้งในด้านการปกครอง   และการควบคุมพลเมือง
ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงออกกฎหมายศักดินา จัดทำเนียบขันนาง ข้าราชการ ซึ่งประกอบด้วย ตำแหน่ง  ยศ  ราชทินนามขุนนางที่มีไพร่พลมาก จะเป็นฐานแห่งกำลัง และอำนายที่สำคัญ  ปัญหา ความขัดแย้งในกลุ่มขุนนาง และเจ้านายจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ไพร่  หมายถึงสามัญชนทั่วไป  นับว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ     แบ่งเป็น  3  ประเภท  คือ
ไพร่หลวง หมายถึง ไพร่ที่ขึ้นทะเบียนสังกัดต่อรัฐ  คือ องค์พระมหากษัตริย์  ต้องมาเข้าเวรเพื่อรับใช้ราชการปีละ 6 เดือน
ไพร่สม  หมายถึง  ไพร่ที่ขึ้นทะเบียนต่อเจ้านายและขุนนาง
ไพร่ส่วน  หมายถึง  ไพร่ที่ส่งผลิตผลมาแทนการเข้าเวร  เพื่อใช้แรงงาน
ทาส  เป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุดในสังคม  แบ่งเป็น  2  ประเภท  คือ
ทาสที่ไถ่ถอนตัวได้  เรียกว่า  ทาสสินไถ่
ทาสที่ไถ่ถอนตัวไม่ได้  เช่น  ทาสเชลย  ลูกทาสเชลย ฯลฯ
พระสงฆ์ พระสงฆ์ไม่จำกัดชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง  แต่เป็นที่เคารพของคนทุกชนชั้น  บทบาทและความสำคัญของพระสงฆ์ มีดังนี้
เป็นที่พึ่งทางใจของคนทุกชนชั้น
เป็นบุคคลที่เปรียบเสมือนตัวเชื่อม   ของชนชั้นสูง กับชนชั้นต่ำ
เป็นผู้ให้การศึกษา  เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ในสมัยก่อน
            สถาบันที่มีอิทธิพลต่อสังคมในสมัยอยุธยาเป็นอันมาก ได้แก่  พระพุธะศาสนา เพราะเป็นศาสนาของทุกชนชั้น และเป็นเครื่องจรรโลงเอกภาพของสังคม  วัดในพระพุทธศาสนา จึงมีความสำคัญดังนี้
เป็นศูนย์กลางของชุมชน
เป็นสถานศึกษาเล่าเรียน โดยมีพระสงฆ์เป็นครู
เป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมไทย
เป็นสถานที่พบปะและจัดกิจกรรมของราษฎร
            กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่นานถึง  417  ปี  คือตั้งแต่  พ.ศ. 1893 - 2310  แต่กรุงศรีอยุธยา ได้เริ่มเสื่อมลงน้อย  นับแต่ต้นราชวงศ์บ้านพลูหวง เป็นต้นมา  โดยมีสาเหตุสำคัญดังนี้
            1.  เกิดการแย่งชิงราชสมบัติ
            2.  ขุนนางและเจ้านายผู้ใหญ่แตกสามัคคี
             3.  ทหารแตกแยกกัน  กองทัพขาดการเตรียมพร้อม
            นอกจากสาเหตุที่เกิดขึ้นภายในกรุงศรีอยุธยาเองดังกล่าวแล้ว  ยังประกอบกับพม่ามีกำลังและอำนาจมากขึ้น  ภายใต้การนำของกษัตริย์ราชวงศ์อลองพญา  พร่มจึงได้ปราบปรามกบฎ  และเคลื่อนทัพมายังดินแดนไทย  โดยเริ่มจากการตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ  เรื่อยมาจนล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้  โดยกรุงศรีอยุธยาไม่อาจต้านทานได้  เนื่องจากสาเหตุดังต่ไปนี้
พระมหากษัตริย์อ่อนแอ
แม่ทัพนายกองที่มีความสามารถ ไม่ได้รับความสะดวกในการสู้รบ
ทหารขาดความสามารถ  เพราะว่างศึกษานาน
             กรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าใน  พ.ศ.  2310  การเสียกรุงครั้งนี้  บ้านเมืองได้รับความเสียหายมาก  พม่าได้กวาดต้อนทรัพย์สมบัติ  และผู้คนไปเป็นเชลยเป็นจำนวนมาก
            กรุงศรีอยุธยา ได้สิ้นสุดลงด้วยระยะเวลา  417  ปี  โดยทิ้งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง  รวมทั้งบทเรียนจากอดีต ที่มีผลให้เสียกรุง จนไม่อาจสถาปนาขึ้นใหม่ได้

***ที่มา
             http://allknowledges.tripod.com/ayutthaya.html

ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยสุโขทัย

การสถาปนากรุงสุโขทัย
                        ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย  ดินแดนตั้งแต่ภาคเหนือ ลงมา แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาถึงอ่าวไทย อยู่ภายใต้การปกครองของขอม  โดยดินแดนตั้งแต่ปากน้ำโพขึ้นไป เป็นอาณาเขตสยาม  มีเมืองสุโขทัยเป็นศูนย์กลาง  และดินแดนส่วนใต้ ตั้งแต่ปากน้ำโพ ลงมาถึงอ่าวไทย  เป็นอาณาจักรละโว้  ราวปี  พ.ศ.  1780  พ่อขุนบางกลางหาว (หรือพ่อขันบางกลางท่าว)  เจ้าเมืองบางยาง  และพ่อขันผาเมือง  เจ้าเมืองราช  ได้ร่วมกันรวบรวมกำลัง เข้าตีเมืองสุโขทัยและเมืองต่าง ๆ  ของขอม  แล้วสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  โดยมีพ่อขุนบางกลางหาวเป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์พระร่วง  ทรงพระนามว่า  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ 
ปกครองกรุงสุโขทัย  และมีกษัตริย์สืบต่อมารวม  9  พระองค์ ดังนี้
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ สถาปนาเป็นกษัตริย์  โดยมีสุโขทัยเป็นราชธานี  ประมาณ  พ.ศ.  1781
พ่อขุนบางเมือง  เป็นโอรสองค์ที่สองของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์  สิ้นรัชกาลราวปี  พ.ศ.  1820
พ่อขันรามคำแหง  พระนามเดิมว่าร่วง  เป็นโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กับนางเสือง  เมื่อชนช้างชนะเจ้าเมืองฉอด  ระบิดาจึงทรงพระราชทานนามว่า  "รามคำแหง"  ทรงครองราชย์ตั้งแต่ราวปี  พ.ศ.  1822
พ่อเจ้าเลอไทย  ครองราชย์ปี พ.ศ. 1843
พระยางั่วนำถม  เริ่มรัชกาลเมืองใด ไม่ปรากฏชัด  แต่สิ้นรัชกาลราว  พ.ศ.  1890
พระมหาธรรมราชาที่  1  (พญาลิไท)  ครองราชย์ช่วง  พ.ศ.  1890 - 1917
พระมหาธรรมราชาที่  2  (พระเจ้าไสยลือไท)  ครองราชย์ช่วง  พ.ศ.  1917 - 1942  ช่วง  พ.ศ.  1921  ได้ตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา
พระมหาธรรมราชที่  3  ครองราชย์ช่วง  พ.ศ.  1942 - 1962  ได้ย้ายราชธานี จากสุโขทัยมาพิษณุโลก
พระมหาธรรมราชาที่  4  ครองราชย์ช่วง  พ.ศ.  1962 - 1981  เป็นกษัตริย์วงศ์สุดท้ายแห่งราชวงศ์สุโขทัย
            ยุคแรกของอาณาจักรสุโขทัย  มีเมืองใหญ่ที่สุโขทัย และเมืองเชลียง และมีเมืองเล็ก ๆ  อยู่ตามลุ่มแม่น้ำปิง  วัง  ยม  น่าน  ด้านเหนือติดเมืองแพร่  ด้านใต้ติดเมืองพระบาง (คือนครสวรรค์ในปัจจุบัน)  พลเมืองไม่มากนักในสมัยพ่อขุนรามคำแห่ง ได้มีการแผ่ขยายอาณาเขตไปมากมาย
             ทิศเหนือ   จดเขตล้านนาไทยที่ลำปาง
            ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  จดเมืองแพร่  น่าน  พลั่ว (อำเภอปัวในจังหวัดน่าน ปัจจุบัน)  และหลวงพระบาง
            ทิศตะวันออก  จดเมืองเวียงจันทน์และเวียงคำ
            ทิศใต้  จดปลายแหลมมลายู
            ทิศตะวันตก  ถึงฝั่งมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงเมืองฉอด  หวงสาวดี  ทวาย  และตะนาวศรี
            กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ได้ครองราชย์สืบต่อกันมาเป็นเวลาราว  200  ปี  คือ  ตั้งแต่  พ.ศ.  1780 - พ.ศ.  1981  แต่ในราวปี  พ.ศ.  1983  กลุ่มคนไทยทางตอนใต้กรุงสุโขทัย ได้สถาปนาอาณาจักรบริเวณลุ่มแน่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างขึ้น  โดยมีพระรามาธิบดีที่  1  (พระเจ้าอู่ทอง)  เป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรอยุธยา
            อาณาจักรอยุธยาซึ่งมีทำเลที่ตั้งดี  มีกษัตริย์ที่เข้มแข็ง ได้ขยายอำนาจเพิ่มขึ้นตามลำดับ  และสามารถยึดครองอาณาจักสุโขทัยเป็นประเทศราชได้ ในสมัยพระมหาธรรมราชที่  2  และต่อมาในปี  พ.ศ.  1981  ก็ได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา

การปกครองสมัยสุโขทัย
                        การปกครองสมัยสุโขทัย  เป็นการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อำนาจสูงสุด อยู่กับพระมหากษัตริย์  แต่เนื่องจากอาณาเขตของสุโขทัย ไม่กว้างขวางนัก ประชากรก็ยังมีไม่มาก  รวมทั้งกษัตริย์ ทรงเป็นธรรมราชา ปกครองอาณาจักร เสมือนเป็นผู้นำชุมชน หรือพ่อเมือง  การปกครองในระยะแรกของสมัยสุโขทัย จึงมีลักษณะเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก
                        การปกครองภายหลังสมัยพ่อขุนรามคำแห่ง มหาราช ได้เปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของขอม  คือ  ยกย่องฐานะของกษัตริย์ให้สูงขึ้น  พระนามของกษัตริย์ จึงเปลี่ยนแปลงจาก "พ่อขุน" เป็น  "พญา"
            ลักษณะการปกครอง ที่เป็นการกระจายอำนาจ คือ การกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง ไปยังเมืองอื่น ๆ  ทั้งนี้ เพื่อรักษาและป้องกันมิให้ดินแดนเหล่านั้นถูกแย่งชิง
                        การปกครองที่มีแนวโน้มเข้าได้กับหลักการปกครองแบบประชาธิไตย ที่เห็นได้ชัด  คือ
ราษฎรมีเสรีภาพในการเรียกร้องความยุติธรรม
ราษฎรมีเสรีภาพในการค้าขาย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

สังคมในสมัยสุโขทัย
ศาสนาและความเชื่อ  เดิมชาวสุโขทัยนับถือผีบรรพบุรุษ เทพยดา และปรากฏการณ์ต่าง ๆ  ต่อมา พระพุทธศาสนา ได้เข้าเผยแผ่ โดยรับมาจากเมืองนครศรีธรรม ซึ่งถ่ายทอดมาจากลังกา จึงมีชื่อว่า ลัทธิลังกาวงศ์  ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อชาวสุโขทัยอีกศาสนาหนึ่ง คือ  ศาสนาพราหมณ์
ศิลปกรรม  สถาปัตยกรรม  ลักษณะเด่น ได้แก่การสร้างเจดีย์ ซึ่งพัฒนาเป็น  3  แบบ  คือ  ระยะแรก  นิยมสร้างเจดีย์ทรงกลม  ฐานเตี้ย  ระยะที่สอง  นิยมสร้างเจดีย์แบบบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์  และระยะที่สาม นิยมสร้างในลักษณะทรงกลม  ฐานสูง  พระเจดีย์ที่ถือเป็นเอกลักษณะของสุโขทัย  ได้แก่  พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่วัดมหาธาตุ  พระเจดีย์กลาง ที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว
ประติมากรรม  ส่วนใหญ่ เป็นการปั้นพระพุทธรูป  ลักษณะเด่น ของพระพุทธรูป จมีลักษณะส่วนโค้งงามสง่า  เรียบและประณีต
                        สำหรับพระพุทธรูป ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุด  คือพระพุทธรูปปางลีลา

***ที่มา
                http://allknowledges.tripod.com/sukhothai.html