วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์

ความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์
1.  ควมหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์
วิชาเศรษฐศาสตร์  เป็นวิชาทีศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์  เกี่ยวกับการเลือกใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด  มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย  และจำหน่ายจ่ายแจกไปยังบุคคลกลุ่มต่างๆ  ของสังคมหนึ่งๆ  เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
2. ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากร  ความต้องการ  ความขาดแคลน  การเลือก  และค่าเสียโอกาส

1. ทรัพยากรมีจำกัด  ทรัพยากรในทางเศรษฐศาสตร์  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ทรัพยากรการผลิต  (productive resources)  หรือ  ปัจจัยการผลิต (factors of production)  หมายถึง  สิ่งที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อสอนงความต้องการของมนุษย์ ได้แก่
ที่ดิน (land)  คือ  พื้นดิน  รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่บนผิวดิน  ปะปนในดิน  และในอากาศเหนือพื้นดินนั้น
ทุน (capital)   ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์  หมายถึง  สิ่งที่สามารถใช้ได้คงทน  และผลิตสินค้าและบริการได้โดยตรง  เช่น  โรงงาน  เครื่องจักร  อุปกรณ์การผลิตซึ่งแตกต่างจากความหมายทางธุรกิจ หมายถึง เงินสด  หรือเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน
การประกอบการ (entrepreneurship)  คือ  การรวบรวมปัจจัยการผลิตต่างๆ  มาผลิตสินค้าและบริการ  ผู้ที่ทำหน้าที่นี้เรียกว่า ผู้ประกอบการ (entrepreneur)
2. ความต้องการมีไม่จำกัด
มนุษย์โดยทั่วไปมีความต้องการ  หรือความอยากได้อยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีขอบเขต เช่น เมื่อมีปัจจัยสี่คือ เครื่องนุ่งห่ม  อาหาร  ยารักษาโรค  และที่อยู่อาศัยเพียงพอแล้วก็อยากได้สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย สิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินบันเทิงใจ  สิ่งที่จะเชิดหน้าชูตาและยกระดับฐานะทางสังคมของตนและอื่นๆ  ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด  กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการตัดสินใจในการผลิต การกระจายและการแลกเปลี่ยนเกิดจากความพยายามที่จะสนองความต้องการอันไม่จำกัดของมนุษย์
ความต้องการในทางเศรษฐศาสตร์ (economic wants)  หมายถึง  ความปรารถนาที่จะได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่แล้ว  แต่ไม่เพียงพอหรือไม่มีอยู่เลย  และเราต้องมีเงินพอที่จะซื้อหามาได้  ความต้องการของมนุษย์เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ การผลิต การกระจาย การแลกเปลี่ยน และการบริโภค  ส่วนความจำเป็นทางเศรษฐศาสตร์ (economic needs)  หมายถึง  ความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ต้องมีไว้เพื่อสนองวามต้องการให้สามารถดำรงชีพได้ตามอัตภาพ ได้แก่ ปัจจัยสี่  คือ  อาหาร  ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม  และยารักษาโรค  ส่วนความต้องการเครื่องสำอาง  เสื่อผ้าแฟชั่นราคาแพง  เครื่องประดับมีค่าเหล่านี้เป็นความต้องการทางเศรษฐศาสตร์มิใช่ความจำเป็นทางเศรษฐศาสตร์
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี่  อาจมีสิ่งจำเป็นสำหรับการครองชีพเพิ่มขึ้น  เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์  รถยนต์  เครื่องใช้ไฟฟ้า  เป็นต้น  ซึ่งแต่เดิมจัดเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับผู้มีรายได้สูงเท่านั้น
ความต้องการในทางเศรษฐศาสตร์  จำเป็นต้องสัมผัสได้และสามารถวัดหรือคำนวณมูลค่าเป็นเงินได้  แต่มีความต้องการหลายประเภทที่ไม่สามารถสัมผัสและคำนวณมูลค่าเป็นตัวเงินได้ เช่น ความรักจากพ่อแม่  การยอมรับจากเพื่อนร่วมชั้น  ความเคารพนับถือจากเพื่อนบ้าน  ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่จัดเป็นความต้องการทางเศรษฐศาสตร์
เราจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องยากจะจำแนกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างความต้องการและความจำเป็นในทางเศรษฐศาสร์ ตัวอย่างเช่น การมีบ้านหลังใหญ่ จำนวนครอบครัวที่มีสมาชิกจำนวนมากก็จะถือได้ว่าเป็นความจำเป็นต้องมีบ้านหลังใหย่ แต่สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น  การมีบ้านหลั้งใหญ่นับเป็นความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เป็นต้น
3. ความขาดแคลน
หากเรามีทรัพยากรเหล่านี้อยู่มากมายหรือมีไม่จำกัด  เราก็สามารถผลิตสินค้าและบริการสนองตอบความต้องการของคนในประเทศได้อย่างเพียงพอ  ปัญหาความขาดแคลน (scarcity)  ในประเทศต่างๆ ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น  แต่ในความเป็นจริงนั้น  ความขาดแคลนและปัญหาเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ทั่วโลก  เนื่องจากทรัพยากรการผลิตของประเทศต่างๆ มีอยู่อย่างจำกัด  แต่ความต้องการของคนเรามีมากมายไม่จำกัดนั่นเอง
เนื่องจากทรัพยากรทุกชนิดนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายทาง  จึงเป็นทางเลือก (choice) ประกอบกับการขาดสมดุลระหว่างทรัพยากรกับความต้องการของมนุษย์  จึงต้องมีการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด  และเป็นที่พึงพอใจของคนส่วนใหญ่  ส่วนทางด้านการบริโภคก็จะต้องตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีประโยชน์  หรือให้ความพอใจแก่ตนเพื่อให้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป
4.  ค่าเสียโอกาส
การเลือกทุกกรณีจะมีต้นทุนการเลือก  เรียกว่า  ค่าเสียโอกาส (opportunity cost)  ซึ่งหมายถึงมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดในการใช้รัพยากร  ที่ต้องเสียสละไปเมื่อได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกอื่น  ตัวอย่างเช่น มีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งถ้าให้เขาเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 60,000 บาท  ถ้าปลูกผักจะมีรายได้ปีละ 12,000 บาท  และถ้าปลูกพืชไร่จะมีรายได้ปีละ 10,000 บาท ดังนั้น
ถ้าให้เขาเช่า  มีต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นรายได้จากการปลูกผักปีละ 12,000 บาท  (รายได้จากการปลูกผักสูงกว่าการปลูกพืชไร่)
ถ้าปลูกผัก      มีต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นค่าเช่าปีละ 60,000 บาท  (รายได้จากค่าเช่าสูงกว่ารายได้จากการปลูกผักและปลูกพืชไร่)
ถ้าปลูกพืชไร่   มีต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นค่าเช่าปีละ 60,000 บาท  (รายได้จากค่าเช่าสูงกว่ารายได้จากการปลูกผัก)
ในทางเศรษฐศาสตร์การเลือกจะเกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนการได้ใช้ทรัพยากรหนึ่งๆ โดยยอมเสียโอกาสใช้ทรัพยากรอื่นลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า trade – offs
5. การเลือก
ความหมายของการผลิต
การผลิต  (production)  หมายถึง  การนำปัจจัยการผลิตซึ่งมีอยู่จำกัด ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ  มาผ่านกระบวนการผลิตอย่างใดอย่างหนึ่ง  เพื่อผลิตเป็นสินค้าและบริการประเภทเศรษฐทรัพย์ (economic goods = เป็นสินค้าที่มีมูลค่าคำนวณเป็นราคาซื้อขาย เพราะมีจำนวนจำกัด ตรงข้ามกับทรัพย์เสรี (free goods) ซึ่งมีปริมาณเกินความต้องการของมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องคำนวณราคาซื้อขาย)   สำหรับผลิตสนองความต้องการของผู้บริโภค (needs and wants)  เช่น  โรงงานน้ำตาลนำอ้อยไปผ่านกระบวนการผลิต  รวมทั้งการใช้เครื่องมือ  เครื่องจักร  อุปกรณ์  และแรงงานขนย้าย  ได้ผลผลิตเป็นน้ำตาลทราย เป็นต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิต   กระบวนการผลิต   และผลผลิต

ความสามารถของสินค้าและบริการในการบำบัดความต้องการของมนุษย์  ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า  อรรถประโยชน์  หรือ  ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  (utility)  จึงกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า  การผลิตก็คือการสร้างอรรถประโยชน์ (creation of utilities)  จากปัจจัยการผลิตต่างๆ นั่นเอง
ปัจจัยการผลิต
ปัจจัยการผลิต (tactors of production)  หรือ ทรัพยากรการผลิต  หมายถึง สิ่งที่นำมาใช้ประกอบกันในการผลิตสินค้าและบริการ  แบ่งออกเป็น  4  ประเภท  คือ  ที่ดิน  แรงงาน  ทุน  และผู้ประกอบการ
1. ที่ดิน      รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ  ซึ่งมนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้น เช่น น้ำ  ป่าไม้  แร่ธาตุ  ความหมายของคำว่าที่ดิน ในทางเศรษฐศาสตร์จะกว้างกว่าที่ใช้ทั่วไป กล่าวคือ ในการผลิตภาคเกษตรใช้ที่ดินเพื่อการเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์  ในภาคอุตสาหกรรมใช้ที่ดินเป็นที่ตั้งโรงงานเก็บสินค้า  แต่ที่ดินยังหมายความรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดเหนือดิน  ภายในดิน  และต่ำกว่าระดับพื้นดินด้วย เช่น น้ำ  สัตว์น้ำ  ป่าไม้  สัตว์ป่า  ก๊าซธรรมชาติ  น้ำมันดิบ  แร่ธาตุ  เป็นต้น
2. ทุน      รวมถึงเครื่องมือ  เครื่องจักร  อุปกรณ์  และสถานที่ที่ใช้ในการผลิต  หมายถึง สิ่งที่มนษย์สร้างขึ้นสำหรับใช้ร่วมกับปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพื่อการผลิตสินค้าแบะบริการ  เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สินค้าทุน (capital goods) ได้แก่  สิ่งก่อสร้าง เช่น โรงงาน  ถนน  สะพาน  ทางรถไฟ       เครื่องจักรเครื่องมือ เช่น เครื่องจักรในโรงงาน  เครื่องสูบน้ำ  รถแทรกเตอร์  รถบรรทุก  รถไถนา  สัตว์ที่ใช้แรงงาน อุปกรณ์ต่างๆ      วัตถุดิบ เช่น เมล็ดพันธุ์พืช  ปุ๋ย  ยาฆ่าแมลง  น้ำมันเชื้อเพลิง  เหล็กเส้น  ไม้แปรรูป  ยางแผ่น  เม็ดพลาสติก  ผัก  ผลไม้  ที่จะนำมาประกอบหรือแปรรูปสินค้าทุนเหล่านี้ถือว่าเป็น  ทุนที่แท้จริง (real capital)                       
ทุนเป็นตัวเงิน หรือ เงินทุน (money capital)  ในแง่ของนักเศรษฐศาสตร์พิจารณาว่า  เป็นเพียงสือกลางใช้แลกเปลี่ยน  แต่  สินค้าทุน  จะเป็นตัวบ่งชี้กำลังการผลิตที่เป็นจริงได้ดีกว่าเงินทุน  ดังนั้นเงินทุนจึงไม่นับเป็นทุนในทางเศรษฐศาสตร์
ดอกเบี้ย  (interest)    เป็นผลตอบแทนของเจ้าของทุน  เนื่องจากสินค้าทุนมีความยุ่งยากในการคำนวณผลตอบแทน  จึงมักตีราคาเป็นตัวเงินก่อน  และคำนวณหาผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเช่นเดียวกับเงินทุน
3.  แรงงาน     รวมถึงกำลังกายและกำลังความคิดของคนที่ใช้ในการผลิต  หมายถึง  ความสามารถทั้งกำลังกายและกำลังความคิด  ตลอดจนความรู้ความชำนาญของมนุษย์  ที่ใช้ไปในการผลิตสินค้าและบริการ  แต่ไม่รวมถึงความสามารถในการประกอบการซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตอีกประเภทหนึ่งที่จะกล่าวในลำดับต่อไป
ผู้ใช้แรงงานหรือเจ้าของแรงงาน  ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่าแรงงาน  จะได้รับ  ค่าจ้าง (wages)  เป็นผลตอบแทน
แรงงานแบ่งออกเป็น  2  กลุ่มใหญ่ๆ  คือ
1)  แรงงานที่มีทักษะ (skilled labor)  เป็นแรงงานที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่าดี  การปฏิบัติงานใช้กำลังความคิดมากกกว่าใช้แรงกาย เช่น แพทย์  สถาปนิก  วิศวกร เป็นต้น
2) แรงงานที่ไม่มีทักษะ (unskilled labor)  เป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาก่อน  มักทำงานโดยอาศัยกำลังกาย เช่น คนงานรับจ้างทั่วไป  คนงานขนข้าวสารในโรงสี เป็นต้น
4. ผู้ประกอบการ    คือ ผู้ที่นำที่ดิน  ทุน  แรงงาน  มาร่วมดำเนินการผลิต     ผู้ประกอบการ (entrepreneur)  หมายถึง  ผู้ที่นำที่ดิน  แรงงาน  และทุนมาดำเนินการผลิตสินค้า  และบริการเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค  ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการผลิต  สามารถคาคคะเนแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคและกำลังการผลิตในอนาคตได้  นอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่า  จะผลิตอะไร  ปริมาณเท่าใด  ใช้เทคนิคการผลิตแบบใด  ผลิตแล้วจำหน่ายแก่ใคร  ราคาต่อหน่วยเป็นเท่าใด  จึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุด  ผู้ประกอบการจะต้องยอมรับการเสี่ยงในธุรกิจของตน  ผลตอบแทนที่ผู้ประกอบการได้รับอยู่ในรูปของ กำไร (profit)
ผู้ประกอบการมีบทบาทสำคัญมาในการพัฒนาและสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ    ประเทศต่างๆ  ทีมีการพัฒนาเศรษฐกิจสูง  ส่วนใหญ่มาจากการริเริ่มของผู้ประกอบการา  ปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม  (Small and Medium scales Enterpreneurs SMEs)

***ที่มา
               http://www.kwc.ac.th/3Basic.htm

ความรู้เกี่ยวกับประวัติพระพุทธเจ้า

ประวัติพระพุทธเจ้า

             "ศาสนาพุทธ" เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย...ที่ทราบถึงประวัติของ "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ผู้ทรงเป็น "พระศาสดา" ของ "พระพุทธศาสนา" วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติ หรือ ประวัติพระพุทธเจ้า มาฝากกันค่ะ
            พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ "พระนางสิริมหามายา" พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ
            ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)
            ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา
            ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
  ประวัติพระพุทธเจ้า : ชีวิตในวัยเด็ก
            เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์
            เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า "ราหุล" ซึ่งหมายถึง "บ่วง"

 ประวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จออกผนวช

            วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา
            ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ

ประวัติพระพุทธเจ้า : บำเพ็ญทุกรกิริยา
            หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
            จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์
            หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี

 ประวัติพระพุทธเจ้า : ตรัสรู้

            ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ
          ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้
          ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้
          ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา

 ประวัติพระพุทธเจ้า : แสดงปฐมเทศนา        
หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
            ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา
            ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า "อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"
            หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา

 ประวัติพระพุทธเจ้า : การเผยแผ่พระพุทธศาสนา        
ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป
            พระพุทธเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูป จาริกแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำพัง ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม
            หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้เลื่อมใสพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สาวกสามารถดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา

 ประวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย แต่เกิดอาพาธลง ทำให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่า "บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิพพาน" และมีพระดำรัสว่า "โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา" อันแปลว่า  "ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"
            พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  ซึ่งถือได้ว่า "พระสุภภัททะ" คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้
            ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" (อปปมาเทน สมปาเทต)
            จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

***ที่มา
            http://hilight.kapook.com/view/37629

ความรู้เกี่ยวกับอาเซียน

อาเซียน
อาเซียน คือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East AsianNations หรือ ASEAN) โดยการจัดตั้งในครั้งแรกมีจุดประสงค์เพื่อ ส่งเสริมและร่วมมือในเรื่องสันติภาพ,ความมั่นคง, เศรษฐกิจ, องค์ความรู้, สังคมวัฒนธรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก
โดย อาเซียน ได้ก่อตั้งขึ้นโดย ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 5 ประเทศคือ
1.ไทย โดย พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
2.สิงคโปร์ โดย นายเอส ราชารัตนัม (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
3.มาเลเซีย  โดย ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ)
4.ฟิลิปปินส์ โดย นายนาซิโซ รามอส (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
5.อินโดนีเซีย โดย นายอาดัม มาลิก (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
ต่อมาได้มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มเติม คือ  8 ม.ค.2527 บรูไนดารุสซาลาม, 28 ก.ค. 2538  เวียดนาม, 23 ก.ค. 2540 สปป.ลาว และ พม่า, 30 เม.ย. 2542 กัมพูชา ให้ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ
คำขวัญอาเซียน คือ หนึ่งวิสัยทัศน์, หนึ่งอัตลักษณ์, หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community)
สัญลักษณ์อาเซียน
asean-symbol
รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมวีขาวและสีน้ำเงินรวงข้าว 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันพื้นที่วงกลม สีแดง สีขาว และน้ำเงิน ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกภาพ มีตัวอักษรคำว่า “asean” สีน้ำเงิน อยู่ใต้ภาพรวงข้าวอันแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน
สีน้ำเงิน  หมายถึง   สันติภาพและความมั่นคง
สีแดง     หมายถึง   ความกล้าหาญ และความก้าวหน้า
สีขาว      หมายถึง   ความบริสุทธิ์
สีเหลือง  หมายถึง   ความเจริญรุ่งเรือง
อาเซียน รวมตัวกันเพื่อ ความร่วมมือกันทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และได้มีการพัฒนาการเรื่อยมา จนถึงขณะนี้ที่เรามีกฎบัตรอาเซียน (ธรรมนูญ อาเซียน หรือ ASEAN Charter) ซึ่งเป็นเสมือนแนวทางการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 3 สิ่งหลักๆ คือ
1.การเมืองความมั่นคง
2.เศรษฐกิจ (AEC)
3.สังคมและวัฒนธรรม
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีพัฒนาการไปด้วยกัน โดยเหตุที่คนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงแต่ AEC ซึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจหรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คงเป็นเพราะว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดูจะจับต้องได้มากกว่าเรื่องอื่นๆ  อีกทั้งในการขับเคลื่อนส่วนใหญ่แล้วที่มักจะก้าวไปเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ก็คือภาคธุรกิจ ดังนั้น คนอาจจะรับรู้เรื่อง AEC มากกว่ามิติความร่วมมืออื่นๆ ของอาเซียน
อย่างไรก็ดี ความร่วมมือทั้ง 3 เสาหลักของอาเซียนก็มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการสร้างประชาคมอาเซียนย่อมหมายถึงการร่วมมือและหลอมรวมกันในทุกมิติ และแต่ละมิติก็ล้วนมีความสำคัญและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เราคงไม่อาจผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้หากปราศจากความมั่นคงทางการเมือง หรือความเข้าใจกันของคนในอาเซียน
ขณะนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เรื่องการเปิดเสรีแรงงานในอาเซียนจะทาได้อย่างอิสระ ประเภทว่าข้ามฝั่งโขงไปก็หางานทำได้เลย ข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น เพราะการเปิดเสรีด้านแรงงานที่อาเซียนได้เจรจากันครอบคลุมเฉพาะในส่วนของแรงงานมีฝีมือ ขณะนี้อาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัติวิชาชีพเพียง 7 สาขา คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก และชำงสำรวจ แต่การที่แรงงานมีฝีมือใน 7 สาขาดังว่าจะเข้ามาทำงานในประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ จะต้องทาตามขั้นตอนและกฎระเบียบภายในประเทศต่างๆ อยู่ดี เช่น ถ้าจะมาทำงานในไทยก็ต้องผ่านการสอบใบประกอบวิชาชีพหรือผ่านขั้นตอนการประเมินตามเงื่อนไขภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแรงงานไร้ฝีมือไม่อยู่ในขอบเขตของการเปิดเสรีด้านบริการอาเซียน ดังนั้นการเปิดเสรีเป็นคนละส่วนกับปัญหาแรงงานต่างด้าวทั่วไป รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนนั้น ประเทศไทยได้ร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาและจัดระเบียบ
เมื่อไม่นานมานี้มีการสอบถามความตระหนักรู้ของประชาชนใน 10 ประเทศสมาชิกเกี่ยวกับอาเซียน ปรากฏว่า ไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (CLMV) อย่าง ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม กลับรู้จักและเห็นความสำคัญของอาเซียนมากกว่า เพราะเขาติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทย ซื้อสินค้าไทย ดูละครไทย และเรียนรู้ภาษาไทยกันมากขึ้น คนไทยเป็นคนเก่ง มีจุดแข็งและมีความโดดเด่นหลายด้าน และไม่ได้ด้อยเรื่องความรู้ความสามารถ แต่ยังมีจุดอ่อนอันดับแรกในเรื่องของภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาทางการของอาเซียน ซึ่งต้องพัฒนาอีกมาก
นอกจากนี้ เราต้องหันมาให้ความสนใจกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้น ว่าตอนนี้เขาทำอะไรกัน มีพัฒนาการในเรื่องใด มีความแข็งแกร่งและมีจุดอ่อนในเรื่องไหน เพราะเมื่อรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนใน ปี 2558 ประเทศในอาเซียนจะมีการติดต่อกันมากขึ้น
ขณะที่องค์กรต่างๆในไทย ก็ต้องพัฒนาความรู้และติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับอาเซียนในสาขาที่เกี่ยวกับตนเอง เพื่อให้สามารถรับมือกับคู่แข่งจากอีก 9 ประเทศให้ได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทยและประเทศไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงอยากให้มองว่าปี 2558 ที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคม ไม่ได้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของอาเซียน แต่เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของอาเซียน และเราจำเป็นต้องเสริมสร้างการรวมตัวในเสาหลักทั้ง 3 เสาอย่างต่อเนื่องต่อไป

***ที่มา

               http://www.thai-aec.com/418

ความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ประเทศไทย

ภูมิศาสตร์ประเทศไทย

ลักษณะทางกายภาพ
ขนาด
ประเทศไทยมี่พื้นที่ประมาณ 513,115.06 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ใน     เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเชียและพม่า

ที่ตั้งของประเทศไทย
ประเทศไทยตั้งอยู่ตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ตั้งอยู่ระหว่าง
     - ละติจูด 5  37' เหนือ ถึง 20  27' เหนือ
     - ลองติจูด 97  21' ตะวันออก ถึง 105  37' ตะวันออก
ลักษณะของประเทศไทย
ประเทศไทยมีความยาววัดจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายถึงอำเภอเบตง จังหวัดยะลามีความยาวประมาณ 1,620 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดของประเทศวัดจากด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ถึงตำบลช่องเม็ก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวประมาณ 750 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดวัดจากตำบล คลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีความยาวประมาณ 10.6 กิโลเมตร
อาณาเขตของประเทศไทย
ทิศเหนือ   ติดต่อกับประเทศพม่า และลาว มีทิวเขาแดนลาวและแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติ
ทิศตะวันออก       ติดต่อกับประเทศลาวและกัมพูชา มีทิวเขาหลวงพระบาง พนมดงรัก ทิวเขาบรรทัด และแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติ
ทิศตะวันตก         ติดต่อกับประเทศพม่า มีทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาตะนาวศรี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมย และแม่น้ำปากจั่นเป็นพรมแดนธรรมชาติ
ทิศใต้     ติดต่อกับอ่าวไทยและประเทศมาเลเซีย มีแม่น้ำโก-ลก และทิวเขาสันกาลาคีรี เป็นพรมแดนธรรมชาติ
ลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย
ลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย แบ่งได้เป็น 6 เขต คือ
1. เขตภูเขาและหุบเขาภาคเหนือ
ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทิวเขา แนวทิวเขาวางเรียงตัวกันในแนวเหนือ-ใต้ที่สำคัญ ได้แก่ ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาผีปันน้ำ ทิวเขาหลวงพระบาง (มีดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด คือสูงประมาณ 2,565 เมตรและมีที่ราบระหว่างหุบเขาลักษณะแคบๆ อยู่ระหว่างแนวทิวเขา เป็นบริเวณที่มีแม่น้ำไหลผ่านมีดินตะกอนอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก
2. เขตที่ราบลุ่มภาคกลาง
เขตที่ราบลุ่มภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ที่ราบตอนบนตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป จะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบลูกฟูก มีภูเขาประปราย และที่ราบตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมาถึงอ่าวไทยเป็นที่ราบดินดอนสามเหลี่ยม มีลักษณะดินเป็นตะกอนน้ำพัดพาซึ่งมีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของไทย แม่น้ำที่สำคัญ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา
3. เขตทิวเขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เขตทิวเขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง รูปร่างคล้ายกระทะหงายมีขอบทางด้านตะวันตกและด้านใต้ลาดลงทางด้านตะวันออก ทิวเขาที่สำคัญ ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์ ทิวเขาดงพญาเย็น ทิวเขาสันกำแพง ทิวเขาภูพาน บริเวณตอนกลางของภาคเป็นแอ่ง เรียกว่าแอ่งโคราช หรือที่ราบสูงโคราช ซึ่งเกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก แม่น้ำที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำมูล แม่น้ำชี
4. เขตภูเขาและที่ราบภาคตะวันออก
เขตภูเขาและที่ราบภาคตะวันออก เป็นเขตที่มีเนื้อที่น้อยที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลูกฟูกสลับกับภูเขาและมีที่ราบชายฝั่งทะเล มีแม่น้ำสายสั้นๆ ไหลลงสู่อ่าวไทย
5. เขตทิวเขาภาคตะวันตก
เขตทิวเขาภาคตะวันตก ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและหุบเขาที่ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ มีพื้นที่ราบแคบๆ ทิวเขาที่สำคัญ ได้แก่ ทิวเขาตะนาวศรี ทิวเขาถนนธงชัยที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องลงมา เป็นทิวเขาที่เกิดในยุคหินกลางเก่ากลางใหม่ แม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่
6. เขตคาบสมุทรภาคใต้
เขตคาบสมุทรภาคใต้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรยื่นลงไปในทะเล  ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ด้าน มีภูเขาทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ มีแม่น้ำสายสั้นๆ และมีที่ราบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกกว้างกว่าที่ราบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก
พรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
1. พรมแดนไทย-ลาว ติดต่อกับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อำนาจเจริญ เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี
2. พรมแดนไทย-กัมพูชา ติดต่อกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวัยออกได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว จันทบุรี ตราด
3. พรมแดนไทย-พม่า ติดต่อกับภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง
4. พรมแดนไทย-มาเลเชีย ติดต่อกับภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา นราธิวาส
ลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทย
ลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทยแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยควบคุมอากาศ ได้แก่
1. ที่ตั้งตามละติจูด ประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อุณหภูมิเฉลี่ยสูงตลอดปี
2. ความใกล้ไกลทะเล ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้ทะเลจึงได้รับอิทธิพลจากทะเล ทำให้อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาวไม่แตกต่างกันมากนัก
3. ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศจะแตกต่างกันตามระดับความสูงต่ำของแผ่นดิน
4. ทิศทางลมประจำ ลมประจำที่พัดผ่านประเทศไทย ได้แก่ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

เขตภูมิอากาศของไทย
ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น โดยแบ่งตามระบบของเคิปเปน แบ่งออกเป็น
1. ภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน (Am) ลักษณะมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ฤดูแล้งสั้นๆ สลับบางเดือนมีปริมาณฝนตกมากกว่า 60 มิลลิเมตร พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้เขตมรสุมครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกแถบจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด
2. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Aw) ลักษณะมีฝนตกปานกลางฤดูแล้งยาวนาน ฤดูฝนสั้น ปริมาณฝนตกน้อยกว่า 60 มิลลิเมตรต่อเดือน พืชพรรณธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าสลับป่าไม้ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และทางตอนเหนือของภาคตะวันออก
3. ภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น หรือป่าฝนเมืองร้อน (Af) มีฝนตกชุกตลอดปี มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,500 มิลลิเมตรต่อปี เพราะไดรับอิทธิพลจากลมมรสุม
ทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมนุษย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้
ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถเกิดมาทดแทนใหม่ได้ เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ
2. ทรัพยากรที่ใช้แล้วสามารถสร้างทดแทนได้ เช่น ป่าไม้ สัตว์บก สัตว์น้ำ
3. ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่หมดไป เช่น อากาศ น้ำ เป็นต้น
ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย
ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่ยังขาดการจัดการที่ดีจึงถูกทำลายลงอย่างมาก ทรัพยากรในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. ทรัพยากรดิน ดินที่พบมากในประเทศไทย ได้แก่
- ดินอุลติซอล เป็นดินที่สะสมตัวอยู่ในชั้นรองของดินเหนียว พบอยู่บริเวณภาคกลางมีบริเวณกว้างขวางที่สุดในประเทศไทย
- ดินฮีลโตซอล เป็นดินที่เกิดจากการตกตะกอนของอินทรียสารในที่ลุ่ม พบในภาคใต้
- ดินอัลฟิซอล ดินชั้นบนและชั้นรองมีดินเหนียวสะสมมาก พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
- ดินมอลติซอล เป็นดินที่มีความสมบูรณ์มาก พบในภาคกลาง เป็นบริเวณแคบๆ ตั้งแต่ลพบุรีไปตามลุ่มแม่น้ำป่าสัก
- ดินอินเซฟติซอล เป็นดินที่มีเนื้อละเอียด เป็นดินตะกอนใหม่ พบพบในภาคกลางตอนล่างภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ดินเอ็นติซอล พบบริเวณชายฝั่งทะเล และที่ราบริมแม่น้ำ
- ดินเวอร์ติซอล เป็นดินเหนียวที่หดและขยายตัวตามความชื้น พบบริเวณแคบๆพบในจังหวัดสระบุรี ลพบุรี และสิงห์บุรี
- ดินสโปโตซอล เป็นดินทรายมีการสะสมของสารสีแดง ในชั้นดินรอง เป็นดินที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ พบในบริเวณชายฝั่ทะเลตั้งแต่จังหวัดสงขลาถึงปัตตานี
ดินออกซิซอล เป็นดินร่วนหรือดินเหนียว มีสีแดงเหลือง มีอาหารของพืชต่ำมีเหล็กและอลูมินัมสูง พบบริเวณแคบๆ ในเขตภูเขาในภาคต่างๆ
2. ทรัพยากรน้ำ
ประเทศไทยมีทรัพยากรน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นเขตที่ได้รับลมมรสุมตลอดปี จึงทำให้แต่ละปีประเทศไทยมีปริมาณน้ำผิวดินเพียงพอแก่การเพาะปลูกพืช ภาคกลางมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์กว่าภาคอื่นๆ
3. ทรัพยากรป่าไม้
ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ป่าไม้ผลัดใบกับ ป่าไม้ไม่ผลัดใบ แบ่งไดเป็นชนิดย่อย คือ
1. ป่าดงดิบ เป็นป่าไม้ไม่ผลัดใบ อยู่ในเขตฝนตกชุก เขียวชอุ่มตลอดปี พบทางภาคใต้ ภาคตะวันออก
2. ป่าเบญจพรรณ ป่าไม้ผลัดใบ เป็นป่าโปร่ง มีไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุด พบทางภาคเหนือ และตอนเหนือของภาคกลาง
3. ป่าแดง ป่าไม้ไม่ผลัดใบ เป็นป่าโปร่งสลับป่าไผ่ พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4. ป่าชายเสน ป่าไม้ไม่ผลัดใบ พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินเลน มีคุณค่าทางระบบนิเวศ เพราะเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อน อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ
4. ทรัพยากรแร่ธาตุ
เป็นสารอินทรีย์ที่พบอยู่ทั่วไปตามผิวโลก แร่ธาตุในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด
1. แร่โลหะ เช่น
ดีบุก พบมากบริเวณเทือกเขาด้านตะวันตกตั้งแต่แม่ฮ่องสอนลงมาจนถึงนราธิวาส
แมงกานีส พบทางภาคเหนือ และภาคใต้แต่มีปริมาณไม่มากนัก
วุลแฟรม พบแหล่งเดียวกับแร่ดีบุก
พลวง พบทางเทือกเขาด้านตะวันตกของประเทศ
เหล็ก พบมากบริเวณภาคกลางตอนบน
2. แร่อโลหะ ได้แก่
ฟลูออไรต์ พบทางภาคเหนือ และภาคตะวันตก
หินอ่อน พบทางภาคกลาง ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ
เกลือ ในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ เกลือสมุทรและเกลือสินเธาว์
3. แร่เชื้อเพลิง ไดแก่
ถ่านหินลิกไนต์ แหล่งที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือ
ปิโตรเลียม พบปริมาณเล็กน้อยในภาคเหนือ
แก๊สธรรมชาติ พบในอ่าวไทย

***ที่มา